Skip to main content

จากสถานการณ์ความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน พร้อมรายงานยืนยันการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดอิหร่าน อาลี คาเมเนอี (Ali Khamenei) รวมทั้งการตอบโต้ของอิหร่านในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้ความวิตกกังวลของสาธารณชนทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว คำถามเรื่อง “สงครามโลกครั้งที่สาม” กลับมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะอีกครั้ง และปลุกความกลัวที่หลายคนเคยคิดว่าเป็นเพียงเงาความทรงจำของยุคสงครามเย็น พร้อม ๆ กับการจับตาท่าทีของจีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ ตลอดจนพันธมิตรในตะวันออกกลาง ร่วมกับการคาดคะเนผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก กับความเป็นไปได้ที่สงครามจะลุกลามไปยังภูมิภาคอื่น ก็ยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับบรรยากาศความไม่แน่นอน โดยภายใต้การวิเคราะห์ทั้งหมดนั้น ยังมีความหวาดกลัวที่มากกว่า นั่นคือความเป็นไปได้ของการใช้อาวุธนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในกรอบรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความเป็นไปได้ของสงครามไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงกับระดับความเป็นมิตรหรือความเป็นศัตรูระหว่างรัฐ แต่สัมพันธ์กับสิ่งที่เรียกว่า เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้การยับยั้ง (strategic stability under deterrence) กล่าวคือ ภาวะที่มหาอำนาจต่างถือครองกำลังไว้โดยหลีกเลี่ยงการก้าวข้ามเส้น เพราะต้นทุนของการเผชิญหน้าโดยตรงสูงเกินกว่าจะยอมรับได้ อันเป็นกรอบคิดแบบดุลแห่งอำนาจ (balance of power) ที่อธิบายว่าเสถียรภาพเกิดจากความหวาดกลัวต่อผลลัพธ์ของการปะทะกันเอง (Snyder, 1961, Waltz, 1979)

แต่คำถามสำคัญคือ โลกปัจจุบันสามารถอธิบายได้เพียงผ่านสมการของสองขั้วเท่านั้นจริงหรือ? หรือภายใต้การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์เหล่านี้ เรากำลังลดทอนความซับซ้อนของวิกฤตให้เหลือเพียงการคำนวณกำลังรบและการจัดวางพันธมิตร?

ท่ามกลางการวิเคราะห์เชิงขั้วอำนาจยังมีอีกมิติหนึ่งที่มักถูกมองข้าม นั่นคือมิติของลัทธินานาชาตินิยม (Internationalism) แนวคิดที่ก่อรูปชัดเจนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จากความพยายามสร้างโครงสร้างระหว่างประเทศเพื่อป้องกันไม่ให้มนุษยชาติต้องเผชิญหายนะซ้ำรอยเดิม ไม่ใช่ด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ผ่านกติกา สถาบัน และกลไกกำกับร่วมกัน

รากฐานของแนวคิดนี้อยู่ในสายคิดลัทธิเสรีนิยมนานาชาติ (liberal internationalism) ตั้งแต่ยุคของประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson) และได้รับการสถาปนาอย่างเป็นรูปธรรมผ่านการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติในปี ค.ศ. 1945 รวมถึงเครือข่ายองค์กรเฉพาะทางภายใต้ระบบสหประชาชาติ แก่นสำคัญของแนวคิดนี้คือความเชื่อว่า เสถียรภาพระหว่างประเทศไม่อาจพึ่งพาอำนาจทางทหารเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัย กฎ กติกา และสถาบัน ที่ทำให้การแข่งขันระหว่างรัฐดำเนินไปในกรอบที่คาดการณ์ได้ (Ikenberry, 2019: (Ikenberry, 2021)

เมื่อโลกเข้าสู่ยุคนิวเคลียร์ แนวคิดดังกล่าวได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากทั้งนักการทูตและนักวิทยาศาสตร์ เครือข่าย Pugwash ที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1957 และการจัดตั้ง ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) ในปีเดียวกัน สะท้อนความเชื่อร่วมกันว่า ความรู้ทางเทคนิคและกลไกการตรวจสอบ (verification) สามารถลดความเสี่ยงจากการแข่งขันด้านอาวุธได้

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปีค.ศ. 1968 เมื่อสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Non-Proliferation of Nuclear Weapons Treaty: NPT) ทำให้แนวคิดนี้กลายเป็นระบอบคิดที่มีโครงสร้างชัดเจน กล่าวคือโลกยอมรับความไม่เท่าเทียมทางนิวเคลียร์ระหว่างรัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์กับรัฐที่ไม่ครอบครอง และพยายามจัดการความไม่เท่าเทียมนั้นผ่านระบบมาตรฐานและการตรวจสอบร่วมกัน ดังนั้น ลัทธินานาชาตินิยมจึงไม่ใช่อุดมคติแบบไร้เงื่อนไข หากเป็นการออกแบบโครงสร้างเพื่อกำกับความขัดแย้ง ไม่ใช่ปล่อยให้ลุกลามโดยไร้กรอบควบคุม แนวคิดนี้ไม่ได้ปฏิเสธการแข่งขันระหว่างรัฐ แต่เสนอว่าเสถียรภาพสามารถก่อรูปได้ผ่านเครือข่ายของสถาบันระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐาน สร้างกระบวนการ และสร้างภาษาแห่งการเจรจาร่วมกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง นอกจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจแล้ว ยังมีโครงสร้างภายในเชิงสถาบันของระบบระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่ถ่วงดุลและกำกับการแข่งขันผ่านองค์กรและกลไกต่าง ๆ ซึ่งรวมถึง IAEA และระบอบการควบคุมนิวเคลียร์โดยรวม

ภาพสะท้อนของความเปลี่ยนแปลงนี้ปรากฏชัดเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ค.ศ. 2026 ณ กรุงเวียนนา เมื่อผู้อำนวยการใหญ่ของ IAEA ราฟาเอล มาเรียโน กรอสซี (Rafael Mariano Grossi) กล่าวต่อคณะผู้ว่าการว่า

“When it comes to nuclear matters, a crystal clear understanding of the scope and verifiability of an agreement is of the essence. Diplomacy is hard, but it is never impossible. Nuclear diplomacy is even harder, but it is never impossible.” (International Atomic Energy Agency, 2026)

ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนสาระสำคัญของการเมืองนิวเคลียร์ร่วมสมัย ซึ่งคือความสำคัญของการตรวจสอบได้ (verifiability) ในฐานะเงื่อนไขพื้นฐานของการทูตที่ความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ในยุคนิวเคลียร์ยังคงพึ่งพาการทูตเชิงนิวเคลียร์ (nuclear diplomacy) ในการสร้างเสถียรภาพภายใต้เงื่อนไขของความไม่เท่าเทียมทางศักยภาพ


ความซับซ้อนในบริบทของอิหร่าน: ขีปนาวุธ ศักยภาพ และเส้นเกณฑ์นิวเคลียร์ในมิติประวัติศาสตร์

อิหร่านมีขีดความสามารถด้านขีปนาวุธพิสัยกลาง (Medium-Range Ballistic Missiles: MRBM) จำนวนมาก และได้ประกาศเพดานพิสัย (self-imposed range limit) ไว้ราว 2,000 กิโลเมตรในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 ก่อนการเจรจาที่นครเจนีวา อับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับ India Today TV ว่าอิหร่านจงใจจำกัดพิสัยของขีปนาวุธ เพื่อยืนยันว่าระบบดังกล่าวมีเป้าหมายด้านการยับยั้งในระดับภูมิภาค (regional deterrence) มากกว่าการพัฒนาอาวุธเพื่อคุกคามข้ามทวีป (Reuters, 2026) คำอธิบายนี้สะท้อนความพยายามกำหนดกรอบการรับรู้ ของโครงการขีปนาวุธในเวทีระหว่างประเทศ

หากย้อนกลับไปในมิติประวัติศาสตร์ เส้นทางนิวเคลียร์ของอิหร่านไม่ได้เริ่มต้นจากความตึงเครียดปัจจุบัน โครงการนิวเคลียร์เริ่มตั้งแต่ยุคชาห์ในทศวรรษ 1970 ภายใต้ความร่วมมือกับตะวันตก และอิหร่านเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 แม้หลังการปฏิวัติอิสลามปี ค.ศ. 1979 ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ จะพลิกผันอย่างรุนแรง แต่สถานะภายใต้ สนธิสัญญา NPT ยังคงอยู่ ในทศวรรษ 1980 สงครามอิหร่าน–อิรัก (Iran–Iraq War) โดยเฉพาะช่วง War of the Cities ซึ่งมีการยิงขีปนาวุธ Scud และ FROG-7 เข้าใส่เป้าหมายพลเรือน (Central Intelligence Agency, 1986) ได้ผลักดันให้อิหร่านเร่งพัฒนาโครงการขีปนาวุธเพื่อเสริมสร้างการยับยั้งการโจมตี (deterrence) ของตนเอง ประสบการณ์ดังกล่าวได้หล่อหลอมยุทธศาสตร์ความมั่นคงของอิหร่านอย่างลึกซึ้ง และช่วยอธิบายว่าเหตุใดขีปนาวุธจึงถูกผูกเข้ากับการเมืองความมั่นคงของรัฐอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ดี ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความขัดแย้งของอิหร่านไม่ได้ถูกจัดการด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกกำกับผ่านระเบียบสากลด้านนิวเคลียร์ โดยเฉพาะบทบาทของ IAEA และกลไกการตรวจสอบในระบอบไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ข้อตกลง Joint Comprehensive Plan of Action (JCPOA) ปี ค.ศ. 2015 เป็นตัวอย่างชัดเจนของกลไกการทูตในมิติใหม่นี้ โดยอิหร่านตกลงจำกัดระดับการเสริมสมรรถนะ ลดจำนวนเครื่องหมุนเหวี่ยง (centrifuges) และเปิดรับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นโดย IAEA แลกกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร

หากต้องอธิบายวิกฤตอิหร่านให้ลึกกว่ากรอบดุลแห่งอำนาจจึงจำเป็นต้องพิจารณากรอบแนวคิดเชิงวิเคราะห์อย่างน้อยสามชุดที่ทำงานทับซ้อนกัน ได้แก่ การทูตเชิงปรมาณู (atomic diplomacy) การทูตเชิงนิวเคลียร์ (nuclear diplomacy) และ การทูตเชิงวิทยาศาสตร์ (science diplomacy)

ประการแรก การทูตเชิงปรมาณู อธิบายการเมืองที่ศักยภาพนิวเคลียร์ถูกใช้เป็นแรงกดดัน และอำนาจต่อรองผ่านตรรกะของการยับยั้งการโจมตีที่เน้นอำนาจของการครอบครอง (power of possession) หรืออย่างน้อยที่สุดคืออำนาจของการทำให้รัฐฝ่ายตรงข้ามเชื่อว่า ความเป็นไปได้ของการครอบครองนั้นมีอยู่จริง (Alperovitz, 1965)

ประการที่สอง เมื่อโลกเข้าสู่ยุคของสนธิสัญญา NPT และระบอบกำกับดูแลระหว่างประเทศ การเมืองนิวเคลียร์ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการข่มขู่โดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่ถูกทำให้เป็นสถาบันมากขึ้นผ่านกติกา มาตรฐาน และขั้นตอนกำกับ นำไปสู่การทูตเชิงนิวเคลียร์ ซึ่งหมายถึงกระบวนการจัดการศักยภาพทางนิวเคลียร์ภายใต้เงื่อนไขของความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้าง ผ่านระบบตรวจสอบ มาตรฐาน และกลไกกำกับดูแล กล่าวคือ สาระของการทูตเชิงนิวเคลียร์อยู่ที่การทำให้ศักยภาพที่เป็นภัยถูกวางให้อยู่ในกรอบที่ติดตามได้ ต่อรองได้ และคาดการณ์ได้ (Turchetti, 2020)

ความแตกต่างนี้ช่วยให้เห็นว่า เสถียรภาพในโลกนิวเคลียร์ไม่ได้ตั้งอยู่บนการข่มขู่เพียงอย่างเดียว หากยังพึ่งพากลไกสถาบันที่ทำให้ความไม่เท่าเทียมดำรงอยู่ได้โดยไม่ปะทุเป็นหายนะในทันที

ภายใต้กรอบนี้ อิหร่านสะท้อนรูปแบบร่วมสมัยของการทูตเชิงปรมาณู ในฐานะรัฐที่มีศักยภาพเข้าใกล้เส้นเกณฑ์ (near-threshold capability) กล่าวคือ ยังไม่ถึงขั้นยอมรับว่ามีอาวุธแต่มีศักยภาพที่สามารถพัฒนาไปสู่การทำอาวุธได้ในระยะเวลาอันสั้น (Hymans and Gratias 2013; Alagöz and Toprak 2022) ซึ่งสภาวะนี้กลับกลายเป็นทรัพยากรทางการเมืองในตัวมันเอง เพราะได้สร้างพื้นที่สีเทาทางยุทธศาสตร์ (grey zone) ที่ทำให้คู่แข่งต้องคำนวณความเสี่ยงแบบที่แย่ที่สุด (worst-case) อยู่เสมอแม้จะไม่มีการประกาศครอบครองอาวุธก็ตาม ในความหมายนี้ การต่อรองของอิหร่านไม่ได้อยู่ที่การครอบครองอาวุธ แต่อยู่ที่การจัดวางความเป็นไปได้ของอาวุธให้กลายเป็นแรงกดดันเชิงยุทธศาสตร์ภายในระเบียบโลกนิวเคลียร์ 

อย่างไรก็ดี หากมีเพียงกรอบคิดแบบการทูตเชิงปรมาณูและการทูตเชิงนิวเคลียร์ โลกจะเหลือแต่เกมของความคลุมเครือที่ผลักให้ทุกฝ่ายคิดถึงสมมติฐานแบบเลวร้ายที่สุด ดังนั้น กรอบที่สามคือ การทูตเชิงวิทยาศาสตร์จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ชี้ว่า การจัดการเชิงสถาบันทำได้จริง ในที่นี้ การทูตเชิงวิทยาศาสตร์ไม่ได้หมายถึงเพียงการแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์หรือความร่วมมือทางวิชาการเท่านั้น แต่หมายถึงการใช้ความรู้ทางเทคนิค และกลไกการตรวจสอบ เป็นภาษาแห่งความน่าเชื่อถือ ในการเมืองระหว่างประเทศ IAEA ทำหน้าที่ในฐานะผู้ผลิตข้อเท็จจริงเชิงเทคนิค (producer of technical facts) รายงานของ IAEA ได้ทำให้กิจกรรมที่เคยคลุมเครือสามารถวัด ประเมิน และอภิปรายได้บนฐานข้อมูล แทนที่จะตั้งอยู่บนสมมติฐานเลวร้ายที่สุด กล่าวอีกนัยหนึ่ง การทูตเชิงวิทยาศาสตร์เปลี่ยนความสงสัยให้กลายเป็นข้อมูลที่ถกเถียงได้และเปลี่ยนการคาดเดาให้กลายเป็นพื้นที่ของการตรวจสอบ

นอกจากนี้ หากใช้การทูตเชิงวิทยาศาสตร์ไปพิจารณาหลักการของข้อตกลง JCPOA จะพบว่า หัวใจของข้อตกลงนี้ไม่ใช่ความไว้วางใจแต่คือการตรวจสอบได้ ตราบใดที่ระดับการเสริมสมรรถนะและปริมาณวัสดุนิวเคลียร์ยังตรวจสอบได้ ความขัดแย้งก็ยังถูกกำกับให้อยู่ในกรอบที่คาดการณ์ได้ และในความหมายนี้ การทูตเชิงวิทยาศาสตร์ทำหน้าที่ลึกกว่าความร่วมมือ เพราะทำให้ความรู้ทางเทคนิคกลายเป็นโครงสร้างถ่วงดุลเชิงสถาบันที่ช่วยชะลอการยกระดับความขัดแย้งด้วยการลดความไม่แน่นอนเชิงข้อมูล เพราะความไม่แน่นอน คือปัจจัยที่อันตรายที่สุดเนื่องจากเปิดพื้นที่ให้เกิดการคำนวณแบบเลวร้ายที่สุด และเสริมตรรกะการโจมตีก่อน (pre-emption logic) ดังนั้น เมื่อกลไกการตรวจสอบอ่อนแอ ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์ (strategic opacity) จะเพิ่มขึ้น เมื่อความคลุมเครือเพิ่มขึ้น เวลาตัดสินใจจะสั้นลง และเมื่อเวลาสั้นลง ความเสี่ยงของความผิดพลาดในการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ (miscalculation) ก็สูงขึ้นตาม


วิกฤตปัจจุบัน: บททดสอบของสถาบัน

การมองผ่านกรอบวิเคราะห์ดังกล่าวมีความสำคัญในเวลานี้ เพราะต่างชี้ให้เห็นว่าการยับยั้งการโจมตีจะมีเสถียรภาพได้ก็ต่อเมื่อถูกกำกับผ่านกลไกสถาบันที่ทำให้ความเสี่ยงยังคงคำนวณได้

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2018 เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศถอนตัวจากข้อตกลง JCPOA ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) และกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียว การถอนตัวครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงความเคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่างรัฐ แต่ยังสะท้อนการลดทอนความสำคัญของกลไกตรวจสอบเชิงสถาบันที่เคยเป็นแกนกลางของข้อตกลง

เมื่อหนึ่งในผู้ลงนามหลักถอนตัวออกจากกรอบข้อตกลง การทำงานของกลไกการตรวจสอบก็อ่อนแรงลงตามลำดับ ระดับความร่วมมือด้านข้อมูลลดลง ขอบเขตการเข้าถึงของผู้ตรวจสอบถูกจำกัดเป็นช่วง ๆ และการประเมินศักยภาพนิวเคลียร์ของอิหร่านจึงกลับเข้าสู่ภาวะความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์อีกครั้ง

กรณีนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว ในประวัติศาสตร์ระเบียบควบคุมอาวุธหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีตัวอย่างการถอนตัวหรือการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นเชิงสถาบัน เช่น สหรัฐอเมริกาถอนตัวจาก สนธิสัญญา ABM (Anti-Ballistic Missile Treaty) ในปี ค.ศ. 2002 สหรัฐอเมริกาถอนตัวจาก สนธิสัญญา INF (Intermediate-Range Nuclear Forces Treaty) ในปี ค.ศ. 2019 และรัสเซียระงับพันธกรณีในเวลาต่อมา เกาหลีเหนือถอนตัวจาก สนธิสัญญา NPT ในปี ค.ศ. 2003 และพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในเวลาต่อมา รัสเซียระงับการปฏิบัติตาม New START ในปี ค.ศ. 2023

กรณีเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ระเบียบควบคุมนิวเคลียร์ไม่ได้เสื่อมสลายจากสงครามใหญ่ หากกัดกร่อนผ่านการถอนตัว การระงับพันธกรณี และการลดระดับความโปร่งใสอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น วิกฤตอิหร่านในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงการเผชิญหน้าระหว่างรัฐ (inter-state confrontation) หากเป็นบททดสอบต่อระบอบการควบคุมนิวเคลียร์ที่ก่อรูปขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองว่ายังสามารถกำกับศักยภาพที่ไม่เท่าเทียมได้หรือไม่

หากมองผ่านกรอบการทูตเชิงปรมาณู อิหร่านกำลังใช้ศักยภาพใกล้เส้นเกณฑ์เป็นทรัพยากรต่อรอง หากมองผ่านกรอบ การทูตเชิงนิวเคลียร์ สิ่งที่กำลังถูกทดสอบคือความสามารถของระบอบ NPT และ JCPOA ในการทำให้ศักยภาพนั้นอยู่ในกรอบที่จัดการได้ และหากมองผ่านกรอบการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ คำถามสำคัญคือ กลไกการตรวจสอบของ IAEA ยังสามารถผลิตความรู้ที่น่าเชื่อถือเพื่อถ่วงดุลความไม่แน่นอนได้หรือไม่ เพราะอำนาจในการตีความว่าอะไรคือการปฏิบัติตามพันธกรณี และอะไรคือการละเมิด เป็นอำนาจเชิงกระบวนการและเชิงบรรทัดฐานมากกว่าจะเป็นอำนาจบังคับใช้โดยกำลัง ความมีประสิทธิผลของ IAEA จึงขึ้นอยู่กับความร่วมมือของรัฐสมาชิก ระดับความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล และการสนับสนุนทางการเมืองจากมหาอำนาจ หากปัจจัยเหล่านี้อ่อนแรงลง ความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบก็ย่อมเสื่อมถอยตามไปด้วย

เพราะเหตุนี้ ในบริบทของโลกยุคนิวเคลียร์ ความเสี่ยงต่อสงครามไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจที่ไร้เหตุผลเพียงอย่างเดียว หากอาจเกิดจากการเสื่อมสลายของกลไกที่ทำหน้าที่สร้างความชัดเจนเกี่ยวกับสถานะของศักยภาพนิวเคลียร์ เมื่ออำนาจในการตีความลดทอนลง และไม่สามารถยืนยันได้อย่างน่าเชื่อถือว่าอะไรอยู่ภายใต้การกำกับดูแล และอะไรอยู่นอกกรอบ ความไม่แน่นอนจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อโครงการระหว่างประเทศว่าด้วยการตรวจสอบแตกร้าว ระบบระหว่างประเทศอาจไม่เข้าสู่สงครามในทันที แต่จะเข้าสู่ภาวะของความสงสัยที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ และในสภาพแวดล้อมที่อาวุธมีอำนาจทำลายล้างสูง ความเร่งของความไม่แน่นอนดังกล่าวย่อมมีนัยเชิงความมั่นคงอย่างยิ่ง

คำถามสำคัญของวิกฤตปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงว่า จะยับยั้งคู่สงครามอย่างไร แต่คือผู้กำหนดนโยบายยังคงยินดีรักษาและสนับสนุนกลไกสถาบันที่ทำให้การยับยั้งการโจมตีมากน้อยเพียงใด ระเบียบนิวเคลียร์ไม่ได้ล่มสลายอย่างฉับพลัน หากอาจค่อย ๆ กัดกร่อนผ่านการถอนตัว การระงับพันธกรณี และการลดระดับความโปร่งใส ในห้วงเวลาเช่นนี้ บทบาทของ IAEA มีความสำคัญเชิงโครงสร้างอย่างยิ่ง เพราะเป็นหนึ่งในเส้นแบ่งระหว่างเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์กับการยกระดับความขัดแย้งที่ยากจะย้อนกลับ


สรุป

วิกฤตอิหร่านในวันนี้ไม่ใช่เพียงการเผชิญหน้าทางทหารหรือการจัดวางมหาอำนาจ หากเป็นบททดสอบความคงทนของระเบียบนิวเคลียร์โลกที่ก่อรูปขึ้นหลังปี ค.ศ. 1945 คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่า รัฐใดมีศักยภาพทางนิวเคลียร์มากกว่า เท่านั้น แต่คือศักยภาพนั้นยังถูกทำให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคาดการณ์ได้ผ่านกลไกสถาบันหรือไม่ เพราะในโลกยุคนิวเคลียร์ ความไม่แน่นอนคือความเสี่ยง และเมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น การคำนวณเชิงยับยั้งย่อมผันผวนตามไปด้วย

กรอบดุลแห่งอำนาจช่วยอธิบายการแข่งขันด้านศักยภาพ แต่กรอบการทูตเชิงปรมาณูทำให้เห็นการเมืองของความเป็นไปได้ของอาวุธ ในฐานะทรัพยากรต่อรอง ขณะที่การทูตเชิงนิวเคลียร์ชี้ให้เห็นความพยายามทำให้ศักยภาพนั้นอยู่ในกรอบที่จัดการได้ผ่านกติกาและกระบวนการกำกับ และการทูตเชิงวิทยาศาสตร์เน้นบทบาทของความรู้ทางเทคนิคและกลไกการตรวจสอบในการลดความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์

เมื่อกลไกการตรวจสอบและกำกับดูแลอ่อนแรงลง เสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ก็ย่อมเปราะบางตามไปด้วย เนื่องจากยุคนิวเคลียร์ไม่ได้ดำรงอยู่มาได้เพียงเพราะรัฐต่างหวาดกลัวการตอบโต้ แต่เพราะมีสถาบันที่ทำให้ศักยภาพทางนิวเคลียร์ถูกทำให้โปร่งใส ติดตามได้ และอยู่ในกรอบของการเจรจา

เหล่านี้คือเหตุผลที่การทำความเข้าใจวิกฤตอิหร่านจำเป็นต้องมองผ่านกรอบที่หลากหลาย เพื่อเห็นทั้งอำนาจ ศักยภาพ และโครงสร้างสถาบันที่กำหนดชะตาของระเบียบนิวเคลียร์โลกในห้วงเวลานี้

 

 

อ้างอิง

Alagöz, B., & Toprak, E. G. (2022). Iran: Being a nuclear threshold state within a national resistance context. Hitit Journal of Social Sciences, 15(2), 529–548.

Alperovitz, G. (1965). Atomic diplomacy: Hiroshima and Potsdam: The use of the atomic bomb and the American confrontation with Soviet power. New York, NY: Simon & Schuster.

Central Intelligence Agency. (1986). Iran–Iraq: Ballistic missile warfare and its regional implications (CIA Document No. CIA-RDP88T00096R000100120003-6). Retrieved March 3, 2026, from https://www.cia.gov/readingroom/docs/CIA-RDP88T00096R000100120003-6.pdf

Hymans, J. E. C., & Gratias, M. S. (2013). Iran and the nuclear threshold. The Nonproliferation Review, 20(1), 13–38.

Ikenberry, G. J. (2019). After victory: Institutions, strategic restraint, and the rebuilding of order after major wars (New ed.). Princeton, NJ: Princeton University Press.

Ikenberry, G. J. (2021). A world safe for democracy: Liberal internationalism and the crises of global order. New Haven, CT: Yale University Press.

International Atomic Energy Agency. (2026, March 2). Introductory statement to the Board of Governors. Vienna, Austria: Author. Retrieved from https://www.iaea.org/newscenter/statements/iaea-director-generals-introductory-statement-to-the-board-of-governors-2-march-2026

Reuters. (2026, February 27). Trump: Iranian missile claim unsupported by U.S. intelligence, say sources. Retrieved from https://www.reuters.com/business/aerospace-defense/trump-iranian-missile-claim-unsupported-by-us-intelligence-say-sources-2026-02-27/

Snyder, G. H. (2015). Deterrence and defense: Toward a theory of national security. Princeton, NJ: Princeton University Press. (Original work published 1961)

Turchetti, S. (2020). The (science diplomacy) origins of the Cold War. Historical Studies in the Natural Sciences, 50(4), 411–432. doi:10.1525/hsns.2020.50.4.411

Waltz, K. N. (1979). Theory of international politics. New York, NY: McGraw-Hill.