โดย ขวัญชนก กิตติวาณิชย์
*หมายเหตุ บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่เว็บไซต์ประชาไท วันที่ 20 เมษายน 2569, https://prachatai.com/journal/2026/04/117129
การทูตเชิงวิทยาศาสตร์ (science diplomacy) ได้กลายเป็นคำสำคัญในวาทกรรมเชิงนโยบายของไทย ภายหลังที่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงและรัฐบาล โดยเน้นย้ำให้การทูตเชิงวิทยาศาสตร์เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งถูกวางให้สอดรับกับบริบทภูมิรัฐศาสตร์ร่วมสมัย โดยเฉพาะการแข่งขันทางเทคโนโลยี และความพยายามเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในสาขายุทธศาสตร์ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) เพื่อใช้ องค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และยกระดับบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก
อันที่จริง แนวคิดเรื่องการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ไม่ได้เป็นสิ่งใหม่ The Royal Society และ American Association for the Advancement of Science (AAAS) ได้ร่วมกันเสนอคำนิยามของการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 โดยแบ่งบทบาทของวิทยาศาสตร์ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศออกเป็นสามมิติ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ในทางการทูต (science in diplomacy) การทูตเพื่อวิทยาศาสตร์ (diplomacy for science) และวิทยาศาสตร์เพื่อการทูต (science for diplomacy) ที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานสำคัญว่า วิทยาศาสตร์มีลักษณะเป็นกลางทางการเมือง และสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือระหว่างประเทศได้
นิยามเช่นนี้ ส่งผลให้การทูตเชิงวิทยาศาสตร์มักถูกเข้าใจในฐานะเครื่องมือเชิงเทคนิคของรัฐและกลไกของความร่วมมือที่มีวิทยาศาสตร์ซึ่งมีความเป็นสากลและเป็นกลาง มากกว่าจะถูกพิจารณาในฐานะกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่ดำรงอยู่ในความไม่เท่าเทียมเชิงอำนาจและโครงสร้างทางภูมิรัฐศาสตร์
หากพิจารณาในมิติทางประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับการทูตมีพัฒนาการมาก่อนหน้าการนิยามเชิงนโยบายดังกล่าวอย่างน้อยตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ถูกจัดระเบียบ คัดเลือก และผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการปกครองและการทูตของรัฐอย่างเป็นระบบ ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว วิทยาศาสตร์ถูกทำให้มีสถานะเป็น ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ ที่รัฐสามารถใช้ในการต่อรอง สร้างความชอบธรรม และจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของตนในเวทีระหว่างประเทศ
ตัวอย่างสำคัญ คือ ภารกิจทิซาร์ด (Tizard Mission) ในปี ค.ศ. 1940 ซึ่งเกิดขึ้นในบริบทที่สหราชอาณาจักรกำลังเผชิญภัยคุกคามอย่างรุนแรงจากเยอรมนี และมีข้อจำกัดทั้งด้านทรัพยากรและกำลังการผลิตทางอุตสาหกรรม ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว รัฐบาลอังกฤษได้ตัดสินใจส่งคณะผู้แทนทางวิทยาศาสตร์ไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะเทคโนโลยีเรดาร์และงานวิจัยด้านอาวุธขั้นสูง เพื่อแลกกับการสนับสนุนด้านอุตสาหกรรมและการทหารจากสหรัฐอเมริกา การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีสงครามของฝ่ายสัมพันธมิตรเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสถาปนาและกระชับความเป็นพันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกในระยะยาวผ่านความร่วมมือเชิงวิทยาศาสตร์
ขณะเดียวกัน ความร่วมมือเชิงวิทยาศาสตร์ยังปรากฏผ่านการประสานงานด้านนิวเคลียร์ระหว่างสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา เช่น โครงการแมนฮัตตัน (Manhattan Project) และการจัดตั้งห้องปฏิบัติการรังสี (Radiation Laboratory) แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT Radiation Laboratory) ตลอดจนภารกิจข่าวกรองทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งล้วนสะท้อนการบูรณาการวิทยาศาสตร์เข้ากับยุทธศาสตร์ความมั่นคงอย่างเป็นระบบ
การจัดระเบียบวิทยาศาสตร์ให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สงครามและการกำกับพันธมิตรเช่นนี้ ได้วางรากฐานให้วิทยาศาสตร์กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของระเบียบโลกหลังสงคราม ซึ่งรัฐต่างๆ เริ่มพึ่งพานักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคในการสนับสนุนนโยบายต่างประเทศ ความมั่นคง และการพัฒนา ดังจะเห็นได้จากการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ประจำสถานทูต (science attachés) ในเวลาต่อมา
กล่าวได้ว่า การทูตเชิงวิทยาศาสตร์ที่ค่อยๆ ก่อรูปขึ้นตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นผลของปฏิบัติการที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับความมั่นคงและการเมืองของรัฐอย่างใกล้ชิด กระบวนการดังกล่าวมีรากฐานอยู่ในพลวัตของการขยายตัวและการเสริมสร้างศักยภาพของรัฐสมัยใหม่ ตลอดจนการสถาปนาอำนาจในระดับนานาชาติ
อย่างไรก็ดี การทูตเชิงวิทยาศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐเท่านั้น แต่ยังดำเนินผ่านตัวแสดงอื่นๆ โดยเฉพาะองค์การระหว่างประเทศและเครือข่ายความร่วมมือข้ามชาติ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ย จัดรูป และขับเคลื่อนความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ในหลายระดับ
ตัวอย่างเชิงประจักษ์จากงานศึกษาเอกสารจดหมายเหตุของ NATO ในช่วงทศวรรษ 1960–1980 ชี้ให้เห็นว่าโครงการด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมก่อรูปขึ้นภายใต้ความต้องการสร้างความชอบธรรมทางการเมือง และความพยายามรักษาความเป็นเอกภาพของพันธมิตรในบริบทสงครามเย็น ในบริบทดังกล่าว วิทยาศาสตร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการทูตเพื่อบรรเทาความตึงเครียดระหว่างรัฐสมาชิก ขณะเดียวกัน โครงการด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การศึกษามลพิษทางทะเลหรือการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ก็ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ความร่วมมือที่เปิดโอกาสให้รัฐสมาชิกสร้างรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ภายในกลุ่มพันธมิตร (Turchetti, 2019)
กรณีศึกษาของ British Council ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1934 และขยายบทบาทอย่างมีนัยสำคัญหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แสดงให้เห็นว่าองค์กรดังกล่าวเป็นตัวแสดงสำคัญในการขับเคลื่อนการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ ผ่านกลไกอย่างการบริหารโครงการทุนและการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกบุคลากรจากภูมิภาคที่มีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ตลอดจนการกำหนดทิศทางขององค์ความรู้ไปสู่สาขาที่สอดคล้องกับวาระการพัฒนาและการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง ในความหมายนี้ British Council มีบทบาทในการจัดระเบียบทั้งเส้นทางการเคลื่อนย้าย และความหมายขององค์ความรู้ในบริบทหลังจักรวรรดิ มากกว่าการส่งเสริมวาระการวิจัยที่เป็นอิสระในระดับท้องถิ่น (Naisbitt, 2025)
ในทำนองเดียวกัน งานศึกษาว่าด้วยบทบาทของวิทยาศาสตร์ในฐานะเครื่องมือของการทูตทางวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1940 ถึงต้นทศวรรษ 1970 เครือข่ายของนักวิทยาศาสตร์ ผู้กำหนดนโยบาย และสถาบันต่างๆ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันแนวคิดเรื่องเสรีภาพทางวิทยาศาสตร์และความเป็นนานาชาติของวิทยาศาสตร์ในบริบทสงครามเย็น ผ่านกิจกรรมที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับท้องถิ่น เช่น ห้องปฏิบัติการและโครงการแลกเปลี่ยน ไปจนถึงเวทีการทูตระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี ความเป็น “นานาชาติ” ดังกล่าวถูกประกอบสร้างขึ้นผ่านกระบวนการเชิงนโยบายและอุดมการณ์ของรัฐที่มุ่งสร้างความชอบธรรมในเวทีโลก (Wolfe, 2018)
ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับการทูตจึงควรถูกเข้าใจในฐานะกระบวนการทางการเมืองที่ดำรงอยู่ในโครงสร้างอำนาจของรัฐและระเบียบระหว่างประเทศ มากกว่าจะเป็นเพียงพื้นที่ความร่วมมือที่เป็นกลางหรือการสร้างความไว้วางใจ
นอกจากนี้ การศึกษาในบริบทนอกโลกตะวันตก ยังสะท้อนให้เห็นความหลากหลายกระบวนการการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ภายใต้เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์และการเมืองที่แตกต่างออกไปอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น โครงการนิวเคลียร์ของอินเดียตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1940 จนถึงทศวรรษ 1970 เป็นความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับโครงการสร้างรัฐหลังอาณานิคม สถาบันด้านพลังงานปรมาณูทำหน้าที่ทั้งการผลิตความรู้ และเป็นสัญลักษณ์ของอธิปไตยกับความเป็นสมัยใหม่ ตลอดจนเป็นเครื่องมือในการยืนยันสถานะของอินเดียในระเบียบโลกยุคสงครามเย็น ขณะเดียวกัน การรักษาความลับเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ยังเป็นกลไกที่รัฐใช้ในการรวบรวมอำนาจภายใน พร้อมทั้งแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยีในระดับระหว่างประเทศ (Abraham, 1998)
ในลาตินอเมริกา ความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากก่อรูปผ่านเครือข่ายข้ามชาติของสถาบันวิจัย โครงการฝึกอบรม และการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์กรกึ่งรัฐและองค์กรการกุศลเอกชนข้ามชาติ เช่น Rockefeller Foundation โครงสร้างดังกล่าวทำให้การทูตเชิงวิทยาศาสตร์ในภูมิภาคนี้ดำเนินผ่านตัวแสดงหลายระดับ สิ่งที่โดดเด่น คือบทบาทเชิงรุกของนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในท้องถิ่น ซึ่งทำหน้าที่เจรจาต่อรอง กำหนดวาระการวิจัย และคัดเลือกองค์ความรู้จากภายนอกให้สอดคล้องกับเงื่อนไขทางสังคมและการเมืองภายในประเทศ ในบริบทหลังอาณานิคมและการปฏิวัติ เช่น กรณีของเม็กซิโก โครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก Rockefeller ถูกเชื่อมโยงเข้ากับวาระการพัฒนาระดับชาติ ทำให้ผู้ปฏิบัติการในท้องถิ่นสามารถใช้ทรัพยากรจากภายนอกเพื่อเสริมสร้างสถาบันภายในประเทศ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาบุคลากร และการสถาปนาความชอบธรรมทางวิชาชีพและการเมือง (Cueto, 1994; Birn, 2006)
งานศึกษาพื้นที่การทำเหมืองยูเรเนียมที่ กาบอง ไนเจอร์ นามิเบีย แอฟริกาใต้ และมาดากัสการ์ ในช่วงสงครามเย็น ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งสำคัญ คือ การทำเหมืองยูเรเนียมและความเสี่ยงจากรังสีที่แรงงานในแอฟริกาต้องเผชิญอยู่นอกขอบเขตของสิ่งที่ถูกนับว่าเป็นนิวเคลียร์ในทางการเมืองและกฎหมาย ดังนั้น แม้ว่าพื้นที่เหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิวเคลียร์โลก แต่ก็ถูกจัดวางให้อยู่นอกขอบเขตของความเป็นนิวเคลียร์ (being nuclear) ที่เป็นทางการ ข้อสังเกตนี้สะท้อนว่า ระเบียบโลกด้านนิวเคลียร์ถูกสร้างขึ้นผ่านการเลือกนับและไม่นับบางพื้นที่และบางกลุ่มคน โดยเฉพาะแรงงานและชุมชนในพื้นที่เหมือง ซึ่งเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงโดยตรง ดังนั้น การทูตเชิงวิทยาศาสตร์ในบริบทนี้จึงไม่อาจเข้าใจได้ในฐานะพื้นที่ความร่วมมือที่เป็นกลาง แต่เป็นผลของการจัดประเภท การตัดสินใจ และการกำกับความเสี่ยงภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ที่เฉพาะเจาะจง มากกว่าจะเป็นความเป็นสากลที่ครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม (Hecht, 2012)
สำหรับประเทศไทย การทูตเชิงวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ และมีรากฐานย้อนกลับไปอย่างน้อยตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1950 เมื่อวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ถูกผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวาระแห่งการพัฒนาและยุทธศาสตร์นโยบายต่างประเทศอย่างเป็นระบบ ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม การกำหนดทิศทางนโยบายที่เอียงเข้าหาสหรัฐอเมริกาสอดคล้องกับการประกาศโครงการ Atoms for Peace (1953) ของ ประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ประเทศไทยเข้าไปมีบทบาทในเครือข่ายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ระหว่างประเทศ และทำให้วิทยาศาสตร์กลายเป็นทรัพยากรเชิงการทูตที่เชื่อมโยงการพัฒนา ความมั่นคง และความชอบธรรมของรัฐเข้าด้วยกัน
แนวทางดังกล่าวได้รับการสานต่อและทำให้เป็นสถาบันอย่างชัดเจนในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผ่านการเข้าเป็นสมาชิกของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency) ในปี ค.ศ. 1957 และการจัดตั้งสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ (Office of Atomic Energy for Peace) ในปี ค.ศ. 1961 ภายใต้บริบทสงครามเย็น วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์จึงกลายเป็นสาขาความร่วมมือที่โดดเด่นที่สุด โดยประเทศไทยมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องผ่านการใช้เครื่องปฏิกรณ์วิจัย การประยุกต์ใช้ไอโซโทปรังสี โครงการฝึกอบรม และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ
ในความหมายนี้ ความเชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ทำหน้าที่พร้อมกันหลายมิติ ทั้งในฐานะทรัพยากรเพื่อการพัฒนา สัญลักษณ์ของความเป็นรัฐสมัยใหม่ และเครื่องมือของการเจรจาทางการทูต
ต่อมา ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ขยายขอบเขตของการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยจุดเน้นได้เปลี่ยนจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงประยุกต์ไปสู่ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล ความร่วมมือ และการแข่งขันในระดับโลกมากขึ้น สาขาอย่างเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีดิจิทัล อุตุนิยมวิทยา ดาราศาสตร์ และปัญญาประดิษฐ์ จึงกลายเป็นทั้งพื้นที่ของความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ และพื้นที่ที่องค์ความรู้ โครงสร้างพื้นฐาน และอำนาจเชิงสถาบันมาบรรจบกันอย่างเข้มข้น
เมื่อพิจารณาในภาพรวม พัฒนาการของการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ไม่ได้ดำเนินไปตามกรอบคำจำกัดความแบบสามมิติ (threefold typology) ที่เสนอโดย The Royal Society & AAAS เท่านั้น แต่เป็นกระบวนการที่ถูกกำหนดและต่อรองภายใต้เงื่อนไขของโครงสร้างอำนาจและสถาบันระหว่างประเทศ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทในแต่ละช่วงเวลา มากกว่าจะสอดคล้องกับกรอบเชิงนโยบายที่จัดวางบทบาทของวิทยาศาสตร์อย่างเป็นกลางและเป็นสากล
ในด้านหนึ่ง การทูตเชิงวิทยาศาสตร์ในช่วงเวลาที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนผ่านกลไกเชิงสถาบันแบบบนลงล่าง โดยผนวกวิทยาศาสตร์เข้ากับแผนพัฒนาแห่งชาติ ความมั่นคง และความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งมักสะท้อนลำดับความสำคัญของรัฐและระเบียบโลกที่ไม่เท่าเทียม ขณะเดียวกัน กระบวนการดังกล่าวได้อาศัยพลวัตแบบล่างขึ้นบนผ่านเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ การเคลื่อนย้ายผู้เชี่ยวชาญ ความร่วมมือทางวิชาชีพข้ามพรมแดน และชุมชนในพื้นที่ ซึ่งมีลักษณะหลากหลายและเปิดพื้นที่ให้เกิดการปรับใช้ ต่อรอง และแปรความหมายขององค์ความรู้ในบริบทเฉพาะ อันมีบทบาทสำคัญในการทำให้ความร่วมมือเกิดขึ้นจริงในระดับปฏิบัติ
ด้วยเหตุนี้ การทูตเชิงวิทยาศาสตร์จึงมีความสำคัญทั้งในเชิงนโยบาย และวัตถุแห่งการศึกษาในกรอบการวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์ ที่เอื้อให้เกิดการสำรวจ การหมุนเวียน การหยิบยืม ดัดแปลง และการปรับใช้ความรู้ข้ามพรมแดน ที่ไม่ได้อยู่ในลักษณะของการแลกเปลี่ยนอย่างมีเมตตาเพียงอย่างเดียว ขณะที่ผู้รับความรู้และเทคโนโลยีเป็นตัวแสดงที่มีบทบาทในการเจรจา ต่อรอง และปรับเปลี่ยนการใช้วิทยาศาสตร์ในทางการทูต ตั้งแต่การถ่ายทอดเทคโนโลยีไปจนถึงการเคลื่อนย้ายของนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญ นอกกรอบการทูตทางการ และดำเนินไปภายใต้เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน
ในเวลานี้ เมื่อแนวคิดการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ถูกยกระดับเป็นแกนกลางของนโยบายการพัฒนา และเป็น “กระดูกสันหลัง” ชิ้นใหม่ของประเทศไทย จึงเป็นทั้งความหวังและเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนบทบาทของวิทยาศาสตร์ในฐานะกลไกที่เชื่อมโยงการพัฒนา การสร้างรัฐ และการจัดวางตำแหน่งของไทยในระเบียบโลก การมองการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ให้ไกลกว่านโยบาย ผ่านการศึกษาทางประวัติศาสตร์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการอธิบายความเปลี่ยนแปลงของการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ไม่เพียงในแง่ของความสำเร็จและข้อจำกัด แต่ยังช่วยชี้ให้เห็นกระบวนการคัดเลือก ปรับใช้ และต่อรององค์ความรู้ภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองและสถาบันที่เฉพาะเจาะจง
ท้ายที่สุด แนวทางดังกล่าวจะช่วยเปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามว่า “การทูตเชิงวิทยาศาสตร์แบบไทย” ในยุคของรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล จะจัดวางวิทยาศาสตร์ในฐานะเครื่องมือทางการทูตในทิศทางใด จะมุ่งไปสู่การสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนา หรือจะดำรงอยู่ในฐานะอีกหนึ่งกลไกของอำนาจในเวทีโลก และไทยจะสามารถต่อรองกับข้อจำกัดของระเบียบโลกที่มีลำดับชั้นได้มากน้อยเพียงใด ขณะเดียวกัน การทูตเชิงวิทยาศาสตร์จะสามารถสร้างประโยชน์และโอกาสให้เข้าถึงผู้คนในทุกพื้นที่ได้อย่างทั่วถึงได้อย่างไร โดยเฉพาะประชาชนทั่วไปที่อยู่นอกศูนย์กลางของอำนาจและความรู้
อ้างอิง
สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ, ครบรอบ 20 ปี สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ 27 ตุลาคม 2525 (กรุงเทพฯ:
สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ, 2525).
Abraham, Itty. The Making of the Indian Atomic Bomb: Science, Secrecy and the Postcolonial State. London:
Zed Books, 1998.
Birn, Anne-Emanuelle. Marriage of Convenience: Rockefeller International Health and Revolutionary Mexico.
Rochester, NY: University of Rochester Press, 2006.
Cueto, Marcos, ed. Missionaries of Science: The Rockefeller Foundation and Latin America. Bloomington:
Indiana University Press, 1994.
Naisbitt, A. L. A UK Backchannel?: A Science Diplomacy History of the British Council, 1940–1990. PhD diss.,
University of Manchester, 2025.
Hecht, Gabrielle. Being Nuclear: Africans and the Global Uranium Trade. Cambridge, MA: MIT Press, 2012.
The Royal Society and American Association for the Advancement of Science, New Frontiers in Science
Diplomacy: Navigating the Changing Balance of Power?, 2010,
https://diplomacy.aaas.org/files/New_Frontiers.pdf
Turchetti, Simone. Greening the Alliance: The Diplomacy of NATO’s Science and Environmental Initiatives.
Chicago: University of Chicago Press, 2019.
Wolfe, Audra J. Freedom’s Laboratory: The Cold War Struggle for the Soul of Science. Baltimore: Johns Hopkins
University Press, 2018.