
เรียบเรียงโดย อภิพล สุระเสน
“หากเรายืนยันว่าระบอบปิตาธิปไตยในสังคมไทยยังคงเข้มแข็งเสมอมา เราจะอธิบายความเปลี่ยนแปลงของบทบาทผู้ชายในฐานะหัวหน้าครอบครัวที่เคยถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายเมื่อปี พ.ศ. 2478 ซึ่งถูกยกเลิกในปี พ.ศ. 2519 ได้อย่างไร”
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดเสวนาในหัวข้อ “สามี(ไม่)เป็นหัวหน้าในคู่ครอง: ประวัติศาสตร์การเมืองเรื่องครอบครัวในประเทศไทย พ.ศ. 2478-2519” โดยได้รับเกียรติจากอาจารย์ ดร.สุรเชษ์ฐ สุขลาภกิจ อาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้นำเสนอ ประเด็นหลักของการเสวนาในครั้งนี้คือ การอธิบายว่าบทบัญญัติกฎหมายที่กำหนดให้สามีเป็นหัวหน้าครอบครัว เสื่อมคลายลงและเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในตลอดช่วงระยะเวลา พ.ศ. 2478 จนถึงปี พ.ศ. 2519
ในช่วงแรก อาจารย์สุรเชษ์ฐเริ่มต้นการเสวนาด้วยการยกตัวอย่างคอลัมน์ “ทัศนะชาย” จาก นิตยสารสตรีสาร ที่เป็นตัวแทนความคิดของผู้ชายในการนิยามว่าภรรยาที่ดีควรเป็นอย่างไรในช่วงปี พ.ศ. 2500 ตัวอย่างดังกล่าวนี้ช่วยชี้ให้เห็นถึงวิกฤตความเป็นชายท่ามกลางระบอบปิตาธิปไตยที่กำลังเสื่อมคลาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาวะทางอารมณ์ความรู้สึกและชีวิตครอบครัวของผู้ชายในยุคนั้น จากนั้น อาจารย์สุรเชษ์ฐได้ชวนทบทวนข้อจำกัดและช่องว่างของงานศึกษาที่เกี่ยวข้องก่อนหน้า ซึ่งมักมองข้ามมิติทางเพศสภาพของตัวละครผู้ชาย ละเลยความเป็นพลวัติของระบอบปิตาธิปไตย และลดทอนประเด็นครอบครัวออกจากมิติทางการเมือง
ในงานศึกษานี้ อาจารย์สุรเชษ์ฐอาศัยกรอบแนวคิดเรื่อง “Family Politics” จากงานเขียนเรื่อง Family Politics: Domestic Life, Devastation and Survival, 1900-1950 (2014) ของ พอล กินส์บอร์ก (Paul Ginsborg) มาวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว สังคม และรัฐ ผ่านการพิจารณาหลักฐานจากทั้งภาครัฐและภาคสังคมที่เป็นความคิดเห็นสาธารณะอย่างนิตยสาร วิทยากรได้ฉายให้เห็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองเรื่องครอบครัวนับตั้งแต่หลังการปฏิวัติ พ.ศ 2475 ซึ่งเป็นช่วงแรกๆ ที่รัฐเข้ามามีบทบาทในการจัดระเบียบครอบครัวให้สอดรับกับอุดมการณ์ความเสมอภาค จนนำไปสู่การตรากฎหมาย “ผัวเดียวเมียเดียว” ในปี พ.ศ. 2478
อย่างไรก็ตาม อาจารย์สุรเชษ์ฐได้เน้นย้ำว่า ความเสมอภาคดังกล่าวยังคงแฝงเงื่อนไขที่จำกัดสิทธิของผู้หญิงในฐานะภรรยา โดยยังคงกำหนดให้สามีเป็นหัวหน้าครอบครัว นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงบทบาทของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง และประกาศเรื่อง “วัฒนธรรมของผัวเมีย” พ.ศ. 2487 ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ตลอดจนการออกพระราชบัญญัติภาษีชายโสดและการจัดวันแม่แห่งชาติ ซึ่งล้วนมีส่วนสำคัญต่อการกำหนดทิศทางความเปลี่ยนแปลงในยุคต่อมา
เมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 2490 อาจารย์สุรเชษ์ฐกล่าวให้เห็นถึงการเชิดชูความเป็นพ่อที่เด่นชัดมากขึ้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากความตึงเครียดทางเพศสภาพจากช่วงเวลาก่อนหน้า การขยายสิทธิทางการเมืองของผู้หญิงภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้ผู้หญิงเริ่มมีบทบาทในพื้นที่สาธารณะตามจังหวัดต่างๆ มากขึ้น พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายโดยเฉพาะประเด็นทรัพย์สินและการฟ้องหย่า ทว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวนำไปสู่การพยามรักษาสถานภาพเดิมของผู้ชาย ดังปรากฎให้เห็นต่อการตั้งคำถามเชิงวิจารณ์ถึงบทบาทของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิงในสภาผู้แทนราษฎร หรือการกล่าวปราศรัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ในวันแม่เมื่อปี พ.ศ. 2497 ที่เน้นย้ำความสำคัญของความเป็นพ่อ ส่งผลให้การขยายสิทธิสตรีในช่วงเวลานี้มีลักษณะเป็นไปอย่างประนีประนอม และกลายเป็นแนวทางที่ดำเนินสืบเนื่องมาเรื่อยๆ แม้กระทั่ง พ.ศ. 2519
จุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่การยกเลิกบทบัญญัติว่าด้วยสามีเป็นหัวหน้าในคู่ครอง คือการพัฒนาทางเศรษฐกิจในสังคมไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้หญิงสามารถสะสมทุนทางทรัพย์สิน จนเกิดอำนาจในการตัดสินใจของตนเองมากขึ้น ประกอบกับการเกิดขึ้นของพื้นที่สาธารณะอย่างนิตยสาร โดยในส่วนนี้ อาจารย์สุรเชษ์ฐได้แสดงให้เห็นถึงการปะทะทางความคิดผ่านคอลัมน์ทัศนะฝ่ายหญิงใน นิตยสารสตรีสาร ที่เรียกร้องให้ผู้ชายมีส่วนร่วมในงานบ้านมากขึ้น ขณะที่ฝ่ายชายโต้แย้งว่า ปัญหาไม่ได้เกิดจากความไม่เสมอภาค แต่เป็นเพราะผู้ชายตระหนักถึงศักยภาพในการจัดการงานบ้านของผู้หญิง มากกว่าจะมองว่าเป็นเรื่องการกดขี่ทางเพศ
ควบคู่กันนั้น การเกิดตัวแสดงภาคสังคมอย่าง “สมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมาย” ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อมีการยื่นเสนอแก้ไขกฎหมายครอบครัวในปี พ.ศ. 2513 เพื่อยกเลิกบทบัญญัติเดิมในปี พ.ศ. 2478 ที่กำหนดให้สามีเป็นหัวหน้าครอบครัว ข้อเสนอดังกล่าวประสบความสำเร็จในปี พ.ศ. 2519 ซึ่งสอดรับกับบริบทการเติบโตของประชาธิปไตยหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2517 อย่างไรก็ตาม อาจารย์สุรเชษ์ฐเน้นย้ำว่า การประนีประนอมระหว่างการรักษาสถานภาพทางอำนาจของเพศชายและการเรียกร้องแก้ไขกฎหมายของฝ่ายหญิง ยังคงดำเนินควบคู่กันไปแม้ในช่วงเวลาที่การแก้ไขกฎหมายใกล้จะบรรลุผลสำเร็จแล้วก็ตาม
ในภาพรวมของการเสวนา การตั้งข้อสังเกตของอาจารย์สุรเชษ์ฐต่อการเมืองเรื่องครอบครัวผ่านหลักฐานจากภาครัฐและภาคสังคมระหว่างปี พ.ศ. 2478 - 2519 ได้สะท้อนให้เห็นพลวัตของกฎหมายครอบครัวที่ปรับตัวเพื่อขยายสิทธิแก่สตรี ทว่าอีกด้านหนึ่งก็เผยให้เห็นถึงความพยายามในการดำรงอำนาจเดิมของผู้ชาย สิทธิสตรีที่ได้มาในบริบทนี้จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็น “สิทธิสตรีแบบประนีประนอม” ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวได้เปิดพื้นที่ให้ย้อนกลับไปสนทนาถึงข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์และข้อจำกัดของการศึกษาเรื่องเพศสภาพในสังคมไทย พร้อมทั้งช่วยยืนยันว่า รัฐและระบอบปิตาธิปไตยในอดีตมิได้ดำรงอยู่อย่างเบ็ดเสร็จ หากแต่ถูกท้าทายและต่อรองจากพัฒนาการทางสังคมไทยมาโดยตลอด